การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Management)


ประเทศไทย จัดเป็นอันดับ 9 ที่มีความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ตามรายงานของ Global Climate Risk Index (Global CRI) โดย German Watch ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เคลื่อนไหวเกี่ยวกับความเสมอภาค และการดำรงชีวิตของมนุษยชาติ โดยได้จัดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประมวลจากข้อมูลสำคัญ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ซึ่งวัดจากยอดผู้เสียชีวิต ผลกระทบต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ และจำนวนเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวบรวมข้อมูลโดย Munich Re NatCatSERVICE โดยได้เผยแพร่ประจำทุกปี และ Global CRI 2021 เป็นการรายงานดัชนีความเสี่ยงล่าสุด ที่ได้รวมรวมข้อมูลระหว่างปี ค.ศ. 2000–2019 ได้รายงานว่า ตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศราว 475,000 รายทั่วโลก มูลค่าความเสียหายทางธุรกิจมากถึง 2.56 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากภัยพิบัติมากกว่า 11,000 ครั้ง โดยประเทศไทยติ ด 10 อันดับแรก เป็นครั้งแรกหลังจากที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นร้อยละ 87 ของความเสียหายจากภัยพิบัติทั้งหมดในรอบระยะเวลา 10 ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543–2554) เมื่อปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 8 และ 1 ปี หลังจากนั้นอยู่อันดับที่ 9 โดยมีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงราว 140 คน มูลค่าทางเศรษฐกิจเสียหายราว 7.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากภัยพิบัติ 146 ครั้ง ในทั้ง 10 ประเทศอันดับต้น เป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยมีประเทศ ในเอเชียใต้ 3 ประเทศ คือ บังคลาเทศ (อันดับที่ 7) ปากีสถาน (อันดับที่ 8) และเนปาล (อันดับที่ 10) อเมริกาเหนือ 3 ประเทศคือ เปอร์โตริโก (อันดับ 1) เฮติ (อันดับ 3) และบาฮามาส (อันดับที่ 6) แอฟริกา 1 ประเทศคือ โมซัมบิก (อันดับที่ 5) ส่วนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอีก 2 ประเทศคือ พม่า (อันดับ 2) และฟิลิปปินส์ (อันดับ 4) ซึ่งจากรายงาน Climate risk and response in Asia 20202 ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การระบาดใหญ่ของโรคโควิดทั่วโลก และความตึงเครียด ต่าง ๆ ได้กลายเป็นความท้าทายของหลายท้องถิ่น การสร้างท้องถิ่น ให้มีความรีซิเลียนซ์ (Resilience) ซึ่งมีหมายถึง ความสามารถของระบบ ชุมชน หรือสังคมที่มีความเสี่ยงต่อภัย ในการเรียนรู้ เกี่ยวกับสภาพความเสี่ยงภัยของตน รวมทั้งรู้จักวางมาตรการและปฏิบัติตัวเพื่อช่วยลดหรือถ่ายโอนความเสี่ยงดังกล่าว เพื่อลดโอกาสในการได้รับผลกระทบจากภัย หรือหากประสบกับภัย ก็สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบได้ด้วยแนวทางและในระยะเวลาที่เหมาะสม หมายรวมถึงความสามารถของชุมชนในการดูและรักษาโครงสร้างและกลไกพื้นฐานที่จําเป็นให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติด้วย (หนังสือคําศัพท์ด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ พ.ศ. 2557, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) โดยต้องคํานึงถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนของภัย ความจําเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในหลายภาคส่วนและหลายระดับเพื่อการเตรียมพร้อมและรับมือ การคํานึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม และการจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ดังนั้นท้องถิ่นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องให้ความสําคัญกับแนวทางปฏิบัติในระยะยาว โดยใช้การบูรณาการการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการสร้างท้องถิ่น ให้มีความ รีซิเลียนซ์ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วนั้นท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาแผนให้มีความรีซิเลียนซ์ต่อภัยอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมได้ด้วยตนเอง ดังนั้น การประสานความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง และการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนในท้องถิ่น เช่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ฯลฯ จึงมีความสําคัญ Making Cities Resilient 2030 (MCR2030) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของสำนักงานสหประชาชาติ สำหรับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (United Nations Office for Disaster Risk Reduction; UNDRR) โดยเป็นเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก เพื่อสร้างความพร้อมของท้องถิ่นเพื่อการปรับตัวความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และสร้างให้ท้องถิ่นมีความรีซิเลียนซ์ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมุ่งเป้าเพื่อการไม่ละทิ้งเมืองใดไว้เบื้องหลัง รวมถึงมุ่งเน้นถึงหลักการ “การป้องกันภัยพิบัติคือการลงทุนไม่ใช่ค่าใช้จ่าย” อีกทั้งยังมุ่งสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีแนวทางเพื่อรับมือภัยพิบัติและสร้างรีซิเลียนซ์ MCR2030 จึงนําเสนอแนวทางสู่การพัฒนาเพื่อรับมือภัยพิบัติและสร้างรีซิเลียนซ์ (Resilience Roadmap) ของท้องถิ่น 3 ลําดับขั้น โดยเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ต่อรีซิเลียนซ์ (ลําดับขั้น A) การพัฒนาแผนเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการสร้างรีซิเลียนซ์ (ลําดับขั้น B) และ การนําแผนมาปฏิบัติ (ลําดับขั้น C) นอกจากนี้ MCR2030 ยังมุ่งเน้นเรื่องการประสานความร่วมมือ เช่น ความร่วมมือในการวางแผนและการดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและท้องถิ่น หรือการประสานความรวมมือจากหลายภาคส่วนในท้องถิ่น MCR2030 ยังสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ของท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นให้ท้องถิ่นสามารถเข้าถึงทรัพยากร ความรู้และบริการต่างๆ ที่จะช่วยให้ท้องถิ่นสามารถสร้างให้เมืองของตนมีความปลอดภัย มีภูมิต้านทาน และมีการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) เป้าหมายสําคัญของ MCR2030 คือ ส่งเสริมการพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals) โดยเน้นเป้าหมายที่ 11 คือทําให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน (Make Cities and Human Settlements Inclusive, Safe, Resilient and Sustainable) และเพื่อบรรลุเป้าหมายระหว่างประเทศในกรอบความร่วมที่เกี่ยวข้องเช่น กรอบเซนไดเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Sendai Framework for Disaster Risk Reduction) ความตกลงปารีส (Paris Agreement) และวาระใหม่แห่งการพัฒนาเมือง (New Urban Agenda) ในประเทศไทย การขับเคลื่อนกลไกการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติในท้องถิ่นดังที่ระบุไว้ในสาระสําคัญของแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้ให้ความสําคัญกับการดําเนินการก่อนการเกิดภัยและขณะเกิดภัย (ภาวะฉุกเฉิน) ซึ่งการดําเนินการก่อนการเกิดภัยประกอบด้วย การวิเคราะห์และการประเมินความเสี่ยงจากจากภัยพิบัติในพื้นที่เพื่อนําข้อมูลที่ได้มาเป็นกรอบแนวทางในการกําหนดแผนงาน โครงการ หรือมาตรการในการลดความเสี่ยงพร้อมทั้งจัดลําดับความสําคัญ และมีการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อการจัดการความเสี่ยงไปบรรจุไว้ในแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ในการจัดทําแผนฯ นี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานเพื่อการวิเคราะห์วิจัยต่างๆ เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ความรู้และแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นในการพัฒนาแผนฯ ให้เกิดความครอบคลุมถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการสร้างรีซิเลียนซ์อีกทั้งยังช่วยให้ท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลแลละทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ผ่านการร่วมมือระหว่าง ท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาอีกด้วย MCR2030 มุ่งมั่นการสร้างการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ของเมืองระดับภูมิภาคและโลก รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพรู้รับและปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาศัยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้แต่ละเมือง ได้เปิดบัญชีเข้าใช้ โดยผู้รับผิดชอบด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ต้องแนบหนังสือแสดงความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ตลอดจนการให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพื้นที่ เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ดำเนินการในปัจจุบันและอนาคตด้านบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การใช้ประโยชน์แพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้ใช้ สามารถเพิ่มผู้จัดการข้อมูลในบัญชีได้ สามารถค้นหาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของเมืองอื่น ๆ ที่เป็นเครือข่าย ขอรับการสนับสนุนทางเทคนิค ข้อมูลวิชาการ และการบูรณาการความร่วมมือกับเมืองที่เป็นเครือข่าย แสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ แบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีให้กับเมืองอื่น ๆ ซึ่งแสดงในรูปของ Dashboard (https://mcr2030dashboard.undrr.org/) นอกจากนี้ ยังรวมถึงการประเมินสถานะความยืดหยุ่นในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยใช้เกณฑ์ Disaster Resilience Scorecard ของ UNDRR ทั้งระดับเบื้องต้นและโดยรายละเอียดที่เมือง ต้องดำเนินการในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการและการจัดเวทีระดมสมองของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อร่วมวิเคราะห์และลงมติในแต่ละหัวข้อตามเกณฑ์นั้น ซึ่งจะสะท้อนความรีซีเลียนซ์ของเมืองทั้งในแง่ของจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และสิ่งคุกคามที่เกิดขึ้น โดยเมือง จะนำมาเป็นข้อมูลประกอบการยกระดับสู่การเป็นเมืองยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักวิจัย/สถาบันการศึกษา สามารถเปิดบัญชีเข้าใช้ เพื่อเรียนรู้บทเรียนการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติและแบ่งปันข้อมูลวิชาการอีกด้วย ทั้งนี้ UNDRR จะสนับสนุนด้านเทคนิคให้กับเมืองระดับภูมิภาคและโลก